เลือกตั้ง 2569: “บัตรไม่ลับ” จะทำให้เลือกตั้ง 8 ก.พ. เป็นโมฆะหรือไม่

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ประชาชนแสดงตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่มีบาร์โค้ดด้านล่าง และตั้งคำถามว่าจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ระหว่างร่วมชุมนุมประท้วงการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ เมื่อ 14 ก.พ.

นักกฎหมายมหาชนหลายคนเห็นตรงกันว่าบาร์โค้ด (barcode) ที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้ง สส. ทำให้การออกเสียงลงคะแนน “ไม่เป็นความลับ” และ “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” แต่จะไปถึงขั้นทำให้การเลือกตั้ง 8 ก.พ. กลายเป็นโมฆะหรือไม่นั้น ศาลอาจเป็นผู้ให้คำตอบแก่ผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกว่า 34 ล้านคน

นิยาม “ลับ” ของแต่ละคนอาจยังไม่ตรงกัน ทว่าความเห็นที่เรียกเสียงฮือฮาจากผู้คนในสังคมการเมืองไทย มาจาก 2 นักกฎหมายมหาชนระดับปรมาจารย์

คนแรกคือ ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่เห็นว่า ผลการลงคะแนน “ไม่ได้ลับ เพราะมันสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถ้าจะทำ ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือมันมีโอกาสรู้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ไม่ใช่ความลับ” และยังตีความคำว่า “ลับ” ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ว่า “ต้องเป็นความลับตลอดเวลา คือเป็นความลับไปกับโลกนี้เลยถึงเรียกว่าลับ”

อีกคนคือ ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แม้ไม่ฟันธงว่าลับหรือไม่ แต่ “ทางทฤษฎี ถ้าพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ ทางวิทยาศาสตร์ ออกมาแล้วว่ามันเช็กย้อนหลังไปได้เกือบทุกบัตร ถ้าอย่างนี้มีโอกาสที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่ามันไม่ลับเสียแล้ว”

แม้ทั้งคู่ออกตัวว่าเป็น “ความเห็นส่วนตัว” และ “ไม่กล้าฟันธง” ว่ากรณีบาร์โค้ดบนบัตรสีชมพู หรือบัตรลงคะแนนเลือก สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จะทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นโมฆะหรือไม่ แต่ความเห็นของพวกเขาอาจมีอิทธิพลทางความคิดต่อใครหลายคน จึงไม่แปลกหากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดย ศุภชัย ใจสมุทร ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคสีน้ำเงิน จะออกมาสวนทันควันว่า ประเด็นดังกล่าว “ควรถูกพิจารณาด้วยหลักกฎหมาย มิใช่ความรู้สึกหรือความหวาดระแวงทางเทคนิค”

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

บีบีซีไทยได้พูดคุยกับนักกฎหมายมหาชนอีก 2 คน นั่นคือ รศ.ธีระ สุธีวรางกูร อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และว่าที่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสำรวจมุมมองทางกฎหมายเพิ่มเติม โดยทั้งคู่เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่ากรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้การออกเสียงของประชาชน “ไม่เป็นความลับ” ทว่ามีมุมมองแตกต่างกันทั้งรายละเอียดในกรณีนี้ คดีบรรทัดฐานในอดีต และฉากจบของการเลือกตั้ง 8 ก.พ.

ผศ.ดร.เข็มทอง มองว่า บาร์โค้ดของ กกต. บนบัตรเลือกตั้ง ทำให้ “เสียลับไปแล้ว” เพราะฉะนั้นมันขัดรัฐธรรมนูญแน่ การตีความเรื่องลับหรือไม่ลับต้องตีความแบบใช้สามัญสำนึก เมื่อโครงสร้างออกแบบให้มีแบ็คดอร์ (backdoor – ประตูหลัง ซึ่งในทางคอมพิวเตอร์หมายถึง รูรั่วของระบบที่เปิดช่องให้คนนอกเข้าถึงหรือขโมยข้อมูลได้) เข้าไปได้ นี่คือไม่ลับแล้ว

ส่วนทัศนะของ รศ.ธีระ กรณีบาร์โค้ดจะลับหรือไม่ลับ “ต้องมีการพิสูจน์ก่อน” ถ้าสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังต้นขั้วของบัตรได้ และต้นขั้วมีหลักฐานว่าใครได้บัตรอันนี้ไปที่ไปหย่อนลงหีบบัตรเลือกตั้ง ก็เรียกได้ว่า “เป็นการไม่ลับแล้ว” และ “ย่อมไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ”

รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 กำหนดให้การเลือกตั้ง สส. ใช้วิธี “ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ”

ขณะที่เอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตรา ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่จัดทำโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชุด มีชัย ฤชุพันธุ์ ขยายความหมายของ “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” ว่าบุคคลอื่น “ไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด”

4 ช่องทาง “ล้มเลือกตั้ง” 8 ก.พ.

หากการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จะเกิดผลอะไรตามมา ถึงขั้นกลายเป็น “โมฆะ” หรือไม่ ?

รศ.ธีระ เริ่มต้นจากการอธิบายว่า คำว่าเป็นโมฆะหรือไม่ ไม่ใช่คำทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ และไม่ได้เป็นคำที่ศาลรัฐธรรมนูญกับศาลปกครองใช้ในการวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่เป็นคำที่พูดกันทั่ว ๆ ไปในภาษาตลาด ในภาษาสื่อสารมวลชนเพื่อให้เข้าใจง่าย ทั้งนี้การเลือกตั้งปี 2549 ที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเพราะมันไม่ลับ และมีผลทางกฎหมายทำให้เสียไป เกิดจากศาลรัฐธรรมนูญไปเพิกถอนการเลือกตั้ง ศาลปกครองไปเพิกถอนการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งใช้ไม่ได้ ไม่เกิดผลทางกฎหมาย จึงเรียกเป็นภาษาตลาดว่า “เป็นโมฆะ”

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

สำหรับการเลือกตั้งที่อาจ “ไม่ลับ” ในปี 2569 อดีตรองศาสตราจารย์ภาควิชากฎหมายมหาชน มธ. ชี้ว่า มี 4 ช่องทางตามกฎหมายปกติที่อาจนำไปสู่การ “ล้มเลือกตั้ง” ได้ ซึ่งบีบีซีไทยขอสรุปเอาไว้ ดังนี้

ช่องทางที่ 1 กกต. สามารถล้มการเลือกตั้งนี้ได้ ด้วยการใช้อำนาจไม่ประกาศผลการเลือกตั้งและสั่งให้จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ทุกเขตเลือกตั้ง โดยอ้างเหตุว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรมจากการออกเสียงลงคะแนนที่ไม่เป็นไปโดยลับ “แต่ กกต. คงไม่ทำอยู่แล้ว เพราะถ้าทำก็หมายความว่า กกต. ยอมรับผิดว่าปัญหาเกิดจากตัวเอง”

ช่องทางที่ 2 ศาลฎีกา สมมติ กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งโดยไม่สนใจว่าใครจะยื่นร้องศาลไหนอย่างไร ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรมและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ แต่คนที่จะเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้คือ กกต. ซึ่ง กกต. ก็คงไม่เสนอคดีขึ้นไป

ช่องทางที่ 3 ศาลปกครอง มีประชาชนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดว่า มติของ กกต. หรือการจัดการเลือกตั้งของสำนักงาน กกต. ที่ใช้บัตรเลือกตั้งในลักษณะที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าไม่ลับ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลปกครองพิจารณาและมีคำสั่ง

การฟ้องคดีอาศัยฐานตามมาตรา 9 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ซึ่งศาลมีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานของรัฐที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น การออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ

ถ้าศาลปกครองพิจารณาว่า บัตรเลือกตั้งซึ่งออกโดยมติของ กกต. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้การเลือกตั้งไม่ลับ ศาลปกครองก็จะเพิกถอนมติของ กกต. หรือเพิกถอนการกระทำในการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ว่ามันไม่ชอบ มีผลทำให้การเลือกตั้งซึ่งเกิดมาจากมติที่ไม่ชอบกับการจัดการที่ไม่ชอบมันไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ “ศาลก็จะออกคำบังคับโดยการเพิกถอนการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป ก็เป็นการล้มการเลือกตั้งโดยปริยายที่เราเรียกว่าเป็นโมฆะ”

ช่องทางที่ 4 ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจตรวจสอบการกระทำที่ไปกระทบสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง กรณีนี้ สิทธิในการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นสิทธิทางการเมืองที่ตัวรัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ และการใช้อำนาจของหน่วยงานที่จัดการเลือกตั้งไปกระทบสิทธิของเขา เพราะสิทธิในการเลือกตั้งได้รับการการันตีว่าต้องทำเป็นความลับ แต่บัตรเลือกตั้งทำให้การลงคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ลับ มันจึงทำให้เขาเดือดร้อนเสียหาย และก็ฟ้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามขั้นตอน ต้องยื่นคำร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน หากผู้ตรวจการฯ เห็นว่ามันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ก็จะเสนอคดีไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ถ้าผู้ตรวจการฯ บอกว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นและมีคำสั่งยุติเรื่อง เจ้าของคำร้องก็มีสิทธิฟ้องคดีโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้

การฟ้องคดีอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 46-48

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บัตรเลือกตั้งแบบนี้กระทบสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะทำให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยลับ ศาลก็ต้องบอกว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐในเรื่องนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อสิทธิทางการเมืองเกี่ยวกับสิทธิเลือกตั้งที่ทำให้ไม่เป็นการลับ แล้วศาลก็จะออกคำบังคับไปว่าจะเป็นอย่างไร สุดท้ายมันอาจจะมีผลไปถึงว่าเป็นการล้มการเลือกตั้งทั้งประเทศ แล้วสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่เหมือนกัน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ผู้บริหารสำนักงาน กกต. ยอมรับระหว่างแถลงข่าวเมื่อ 13 ก.พ. ว่าบาร์โค้ดสามารถสแกนเชื่อมโยงไปยังต้นขั้วบัตรได้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร

ด้าน ผศ.ดร.เข็มทอง ติดตามข่าวว่ามีคำร้องของประชาชนที่ยื่นผ่านผู้ตรวจการฯ ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยอาศัยอำนาจตามของรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 “บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้” แต่เขาไม่แน่ใจว่าผลจะออกมาอย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชนและกฎหมายการเมืองจากรั้วจามจุรี มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเทคนิค ไม่มีกฎหมายให้ล้มการเลือกตั้ง หรือทำให้โมฆะทั้งประเทศได้ และไม่ควรให้การตัดสินของตุลาการ 9 คน มาทำให้การออกเสียงของประชาชนหลายสิบล้านคนทั้งประเทศต้องล้มไป

“ปัญหาใหญ่เวลานี้คือคนรู้สึกว่า กกต. ไม่เป็นกลาง และตั้งคำถามว่าบาร์โค้ดใส่เอาไว้ทำไม แต่อีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ตุลาการมีความชอบธรรมในการตัดสินเรื่องนี้หรือไม่” ผศ.ดร.เข็มทอง กล่าว

เขาระบุว่า ไม่ควรใช้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2549 มาเป็นบรรทัดฐาน เพราะตุลาการไม่มีอำนาจชัดเจนตามรัฐธรรมนูญ 2540 ในการพิจารณาคดี แต่ศาลรัฐธรรมนูญรวบอำนาจไป เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กฎหมายไม่สามารถล้มการเลือกตั้งทั้งประเทศได้ แต่เปิดช่องให้พิจารณาเป็นรายเขตได้

“นักกฎหมายมหาชนเห็นตรงกันหมดว่าไม่มีช่องให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญได้ ต้องดูเขตอำนาจศาลด้วย” ผศ.ดร.เข็มทอง กล่าว

2 มุมมองที่ต่างต่อเลือกตั้ง 49 เป็นโมฆะ

การเลือกตั้งเมื่อ 20 ปีก่อนกลายเป็นโมฆะ ตามมติศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 8 พ.ค. 2549 ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ข้อคือ 1. การจัดคูหาเลือกตั้งในลักษณะที่บุคคลภายนอกสังเกตเห็นการลงคะแนนได้ และ 2. การกำหนดวันเลือกตั้ง 2 เม.ย. 2549 ที่กระชั้นชิดเกินไปเพียง 35 วันนับจากมีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาผู้แทนราษฎร ถือว่าไม่เที่ยงธรรม

ด็อกเตอร์กฎหมายมหาชนรุ่นใหม่เห็นว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2549 ไม่ควรถูกถือเป็นบรรทัดฐาน เพราะมีทั้งช่องโหว่ทางกฎหมาย ผิดตั้งแต่กระบวนวิธีในการยื่นคำร้อง ซึ่งไม่ได้ออกแบบให้ศาลรัฐธรรมนูญทบทวนการเลือกตั้งได้เลย และยังมีบริบททางการเมืองเกี่ยวกับบทบาทของตุลาการหลังมีกระแสพระราชดำรัสเมื่อ 25 เม.ย. 2549

ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และอดีตเลขาธิการประธานศาลฎีกา เคยให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย โดยระบุถึงพระปรีชาสามารถของในหลวง ร.9 “ที่ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านตุลาการเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติ จึงนำไปสู่การปลดล็อกเงื่อนไขทางการเมืองในที่สุด”

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา (ตรงกลาง) อักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด (ด้านขวา) และผัน จันทรปาน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปฏิบัติหน้าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (ด้านซ้าย) ร่วมประชุม 28 เม.ย. 2549 เพื่อหาทางแก้ไขวิกฤตการเมืองตามกระแสพระราชดำรัส

ในส่วนของมุมมองทางกฎหมายที่ ผศ.ดร.เข็มทองเห็นจากคำวินิจฉัยปี 2549 คือ “มีการตีความแบบแปลก ๆ” อาศัยความคลุมเครือของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เขียนมาไม่ชัดเจน ศาลอ้างมาตรา 198 เรื่องเขตอำนาจ ซึ่งระบุว่า ในกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเห็นว่ากฎหมาย กฎ ข้อบังคับหรือการกระทำของบุคคล ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญให้เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองพิจารณา เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้ศาลปกครองมีเขตอำนาจเหนือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเลยตีความว่า พ.ร.ฎ.ยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้ง กับมติ กกต. ที่ให้หันคูหาออก อยู่ใต้เขตอำนาจตัวเอง ซึ่งจริง ๆ มันต้องอ่านว่า กฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ กฎหรือข้อบังคับที่ขัดรัฐธรรมนูญส่งไปศาลปกครอง แต่พอรัฐธรรมนูญเขียนว่า “กฎหรือข้อบังคับส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง” มันเลยโยงไปได้ว่า พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งเป็นกฎ ซึ่งต้องไปศาลปกครอง แต่มันเป็นกฎที่ไม่ได้ออกตามอำนาจที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้ไว้ จึงไม่ใช่กฎที่ออกโดยอำนาจปกครอง

“พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้ง มันเป็นกฎในฟอร์ม (form – รูปแบบ) แต่อำนาจเป็นการใช้อำนาจทางการเมืองโดยแท้ เป็นลูกกำพร้าที่ไม่ควรมีใครรับมันเลย ดังนั้นโดยกระบวนการพิจารณาไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลตั้งแต่ต้น แต่ศาลรัฐธรรมนูญอยากรับ” เขากล่าว

บีบีซีไทยถามอาจารย์ด้านกฎหมายผู้นี้ต่อว่า ถ้าเช่นนั้น จึงไม่สามารถใช้บรรทัดฐาน “คดีคูหาไม่ลับ” มาเทียบเคียง-ตั้ง “คดีบัตรไม่ลับ” เพื่อนำไปสู่การล้มเลือกตั้ง 2569 ได้หรือ ?

ผศ.ดร.เข็มทอง ตอบคำถามบีบีซีไทยทันควัน “ไม่ได้ เพราะมันผิดมาตั้งแต่เขตอำนาจว่าไม่มีอำนาจรับ มันไม่ใช่เนื้อหา แม้ครั้งนี้เนื้อหามันร้ายแรงจริง บาร์โค้ดมีความร้ายแรงกว่ากรณีเปิดคูหาอีกในแง่ความลับ”

สำหรับฝ่ายที่ตั้งธงให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ นักกฎหมาย-นักรัฐศาสตร์ผู้นี้ตั้งคำถามว่าการยื่นคำร้องจะไปช่องไหน อาศัยอำนาจตามกฎหมายใด ส่วนตัวเขามองว่าทางที่อาจไปได้คือ กรณีการกระทำให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิถีทางที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันไม่ควรทำแบบนั้น

“มันเป็นนิวเคลียร์ออพชัน (nuclear option – ตัวเลือกที่ร้ายแรง) แล้วถ้าศาลประกาศให้เป็นโมฆะ แต่มันเกินระยะเวลา 60 วันที่รัฐธรรมนูญบอกให้ กกต. ต้องรับรองผลการเลือกตั้ง ก็จะสร้างปัญหาไม่จบสิ้น นำไปสู่เดตล็อก (เงื่อนตาย) มากกว่า รัฐบาลนี้จะอยู่รักษาการยาวไปอีกนานเท่าไร มันมีความสลับซับซ้อนอีกมากมายในเรื่องนี้” ผศ.ดร.เข็มทอง ให้ความเห็น

เมื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เขาสรุปที่มาของปัญหาว่าหลังรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่มีใครคาดคิดว่าการเมืองไทยจะกลับไปสู่ยุคที่กลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งคุมกลไกอำนาจได้ทั้งสภาล่าง สภาบน และองค์กรอิสระ จึงไม่ได้เขียนเรื่องนี้เอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อมา แต่ใครจะไปรู้ว่ามันจะเกิดขึ้นอีก

แต่ถึงกระนั้น สภาพการณ์การเมืองที่เป็นอยู่ รวมถึงผลการเลือกตั้งที่ออกมาแบบไม่ถูกใจใครหลายคน ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการล้ม-ล้างผลเลือกตั้งทั้งหมด ผศ.ดร.เข็มทองย้ำเรื่องนี้

“ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับบังคับให้ศาลหาช่องทางนอกรัฐธรรมนูญอีก เท่ากับคุณไปรับรองคำวินิจฉัยปี 2549 ซึ่งจริง ๆ เป็นต้นเหตุของการรัฐประหาร 2549 เท่ากับคุณรับรองการรัฐประหาร 2549 โดยกลาย ๆ หรือเปล่า อันนี้มันมีปัญหาแล้ว ผมคิดว่ามันเป็นปัญหาอิหลักอิเหลื่อ จะยอมรับการเลือกตั้งก็ใช่ที่ แต่จะเรียกร้องให้ตุลาการมาชี้ขาด มันก็ใช่ที่ มันเป็นอะไรที่ค้างคา” นักวิชาการจากจุฬาฯ กล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

แม้ยอมรับว่าคำวินิจฉัยที่ 9/2549 สิ่งที่เสนอให้ศาลตรวจสอบในชั้นเสนอคดีขึ้นไปมีปัญหาทางกฎหมายว่า พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งเป็นอะไรกันแน่ ศาลมีอำนาจตรวจสอบหรือไม่ ซึ่ง รศ.ธีระ บอกว่าถกเถียงแลกเปลี่ยนกันได้ในทางวิชาการ แต่ประเด็นที่เขาอยากชี้คือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปี 2549 กับคำพิพากษาของศาลปกครองปี 2549 ต่างยืนยันว่าการเลือกตั้งต้องกระทำโดยลับ นี่คือบรรทัดฐานของคำวินิจฉัยซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ

“ไม่ว่าคุณจะโต้แย้งปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลอะไรอย่างไร แต่การเลือกตั้งมันจะต้องลับ และมันเป็นเรื่องที่ศาลทุกศาลเห็นพ้องต้องกันตามรัฐธรรมนูญ ในเมื่อประเด็นปี 2569 คือมีข้อสงสัยว่าการเลือกตั้งลับหรือไม่ลับ และศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยในประเด็นนี้ไปแล้วว่าถ้าไม่ลับ การเลือกตั้งมันก็ล้มใช่ไหม ทั้ง 2 ศาล นั่นแหละเราเชื่อมเฉพาะตรงนี้ ไม่ใช่เรื่องอื่น” รศ.ธีระ ระบุ

“อย่าเอาความมุ่งหมายทางการเมืองมากำกับการตัดสินใจทางกฎหมาย”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการล้มกระดานอำนาจ-ล้างผลการเลือกตั้ง 2 ครั้งด้วยคำสั่งศาล ทั้งในปี 2549 และ 2557 เกิดขึ้นในจังหวะที่พรรคแกนนำรัฐบาลคือ ไทยรักไทย (ทรท.) และเพื่อไทย (พท.) ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ขั้วตรงข้าม” ของชนชั้นนำฝ่ายจารีตนิยมและอนุรักษนิยม จนถูกเรียกขานว่า “ตุลาการภิวัตน์”

ต่างจากครั้งนี้ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งแม้ไม่ใช่พรรคอนุรักษนิยมโดยแนวคิดอุดมการณ์ในแบบสากล แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยม พูดง่าย ๆ ว่าเป็นครั้งแรกที่แนวร่วมฝ่ายอนุรักษนิยมชนะในสนามเลือกตั้งด้วยยอดว่าที่ สส. ถึง 193 เสียง

หากพิจารณามิติทางรัฐศาสตร์ควบคู่กับมุมมองทางนิติศาสตร์ จะมีเหตุผลกลใดที่ “นิติสงคราม” ต้องออกโรงล้มผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ?

“เข้าใจ กำลังบอกว่าคนบางส่วนมองว่าปี 2549 และ 2557 เขาจ้องจะซัดรัฐบาลอยู่แล้วก็เลยต้องล้ม แต่ปี 2569 ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า อาจจะไม่ล้ม” รศ.ธีระทวนคำถาม ก่อนชวนคิดต่อว่า ต้องไม่ลืมว่าตอนนี้ข้อเท็จจริงมันรอการพิสูจน์ว่าบัตรเลือกตั้งที่ประชาชนได้ไปลงคะแนน มันสืบสาวราวเรื่องไปถึงต้นขั้วหรือเปล่า และในทางเทคนิคบอกแล้วว่ามันไปถึงได้ กกต. เองก็ยอมรับ และเราเห็นนักกฎหมายระดับครูบาอาจารย์ออกมาให้ความเห็นในทางเดียวกันหมดว่าถ้าหากไปถึงได้ ก็ย่อมไม่เป็นการลับ

“ผมยังนึกไม่ออกว่าประเด็นว่ามันลับหรือไม่ ถ้าพิสูจน์กันในศาล ศาลจะบอกว่ามันลับอย่างไร ถ้าศาลจะบอกว่าก็แล้วแต่ นักกฎหมายใหญ่ที่ไหนก็ว่าไปเถอะ แต่ศาลเห็นว่าอย่างไรเสียยังถือเป็นการลับอยู่ อันนี้ศาลก็ต้องรับผิดชอบทางการเมือง คนก็ต้องสรรเสริญกันน่ะพูดง่าย ๆ ต้องตำหนิติเตียนกัน มันก็ทำให้บั่นทอนความน่าเชื่อถือขององค์กรวินิจฉัย” รศ.ธีระ ซึ่งเป็นอดีตผู้ช่วยดำเนินการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (2541-2543) กล่าว

เขาเตือนว่า การพิจารณากรณีนี้ หากว่ากันตามเนื้อผ้า ตามข้อเท็จจริง ศาลก็จะได้รับความน่าเชื่อถือ แต่ถ้าข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ คนเห็นว่าเป็นอย่างนี้และถ้าพิสูจน์ทางเทคนิคก็รู้แล้วว่าเป็นอย่างนี้ แต่ศาลไปบอกอีกทางหนึ่ง “โอ้โห้ คราวนี้ถ้าแก้รัฐธรรมนูญนะ น่าจะมีคนเสนอให้ยุบศาล ยุบ กกต. จัดใหม่กันเยอะแยะไปหมดเลย มันตามมาอีกเยอะ มันได้ไม่คุ้มเสีย” และ “มันจะเกิดสิ่งที่เขาเรียกว่าปัญหากลียุคในเรื่องความเชื่อมั่นขององค์กรสำคัญของรัฐอย่างองค์กรศาลหรือองค์กรตุลาการ อันนี้คือทำลายตัวเองแท้ ๆ”

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, รศ.ธีระ สุธีวรางกูร บอกว่า ถ้าศาลมีเหตุผลที่รับฟังได้ว่ากรณีบาร์โค้ดเป็นการลับแล้ว ทุกอย่างก็เดินไปตามระบบ แต่ถ้าวินิจฉัยแบบ “กลับดำเป็นขาว” จะสร้างความไม่น่าเชื่อถือให้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่มีคนสงสัยว่ามีปัญหาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

อดีตนักวิชาการ ผู้ผันตัวมาเป็น (ว่าที่) นักการเมือง คิดว่าศาลต้องประเมินตัวเองให้ดี ถ้าสำนึกในบทบาทของความเป็นศาลว่าจะต้องตัดสินคดีอย่างไม่มีนอกไม่มีใน อย่างเป็นกลาง อย่างเป็นอิสระตามข้อเท็จจริง ก็ว่ากันไป อย่าเอาความมุ่งหมายทางการเมืองมากำกับการตัดสินใจในทางกฎหมายของตัวเอง

เจตจำนงประชาชน vs ผลกระทบจากการเลือกไม่ลับ

หากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดต้องกลายเป็นโมฆะจริง ๆ จะเป็นการทำลายเจตจำนงของประชาชนกว่า 34 ล้านคนที่ไปเลือกตั้งโดยสุจริตใจหรือไม่ ?

นี่เป็นอีกคำถามที่ รศ.ธีระ แสดงความเข้าใจ ต่อผู้ออกมาให้ความเห็นว่าการเลือกตั้งไม่ควรถูกทำให้เป็นโมฆะง่ายเกินไป แต่เขาอธิบายในแง่มุมกลับมาว่า สมมตินายเอตัดสินใจไปเลือกนาย ก. เป็นผู้แทนในเขต ใครจะรู้ว่านายเอเลือกนาย ก. หรือไม่ นายเอไม่สนใจ แต่เจตจำนงที่นายเอเลือกนาย ก. จะต้องไม่ถูกทำลายเพราะเหตุว่ามันไม่ลับ อันนี้เป็นความคิดแบบหนึ่ง ซึ่งก็มีเกราะทางกฎหมายในทางรัฐศาสตร์อยู่ แต่อีกมุมหนึ่ง นายบีไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และเป็นคนที่อยู่ในกลุ่มของหมู่บ้านที่มีสีนั้นสีนี้ มันอาจจะมีผลกระทบต่อเขาถ้ามีใครรู้ว่านายบีเลือกใคร อาจถูกอิทธิพลกดดันนั่นนี่ เขาก็เดือดร้อน

เขากล่าวต่อไปว่า ถามว่ารัฐธรรมนูญชั่งน้ำหนักไหม เขาชั่งแล้วก็เลือกว่าไม่ว่าอย่างไรเพื่อให้การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยเกิดจากเจตจำนงของผู้เลือกตั้งอย่างเสรีที่สุด ไม่ต้องกลัวว่าจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลกดดันอะไรทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง จึงกำหนดว่าต้องทำเป็นความลับ และลับในที่นี้คือลับแบบประเภทใครก็รู้ไม่ได้ถ้าเจ้าตัวไม่บอกเอง พอกฎหมายคิดอย่างนี้ ชั่งน้ำหนักระหว่างส่วนได้-ส่วนเสีย ผลกระทบกับคนหนึ่ง-ผลไม่กระทบอีกคนหนึ่ง เมื่อกฎหมายกำหนดให้การเลือกตั้งแบบไม่ลับไม่ชอบรัฐธรรมนูญ มันก็ต้องไปเป็นไปตามนี้ เพราะนี่คือสิ่งที่กฎหมายเลือกแล้วว่าจะเอาแบบนี้ และเรายืนยันหลักการนี้มาตั้งแต่มีการเลือกตั้งครั้งแรกหลังปี 2475 ว่าต้องกระทำโดยลับ ในระบบกฎหมายของโลกมันก็ลับกันทั้งนั้น

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ประชาชนบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดบัตรลงประชามติถึงไม่มีบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด เพื่อ “ป้องกันการปลอมแปลง” แบบบัตรเลือกตั้ง สส.

ฉากจบของเลือกตั้ง 2569

ถึงตอนนี้มีผู้คนลุกขึ้นมาฟ้องร้องดำเนินคดีในอย่างน้อย 3 ศาล ได้แก่ ศาลอาญา, ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งเพื่อล้มกระดานเลือกตั้ง และเอาผิดกับผู้จัดการเลือกตั้ง ทำให้มีข้อวิเคราะห์ไปต่าง ๆ นานา

บ้างก็ว่าเป็นเรื่องดีเพราะทำให้เกิดการคานกันเองในฝ่ายตุลาการ โดยเฉพาะการตีความคำว่า “ลับ”

บ้างก็ว่าหากคำตัดสินของแต่ละศาลสวนทางกัน เช่น มีการรับรองผลการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่แล้ว แต่ กกต. ต้องติดคุก นักรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ใช้คำว่า “มันจะวิปริตมาก” และ “ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น”

ผศ.ดร.เข็มทอง ย้ำคำเดิมว่า การล้มการเลือกตั้งทั้งกระบวนการไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปได้หรือควรเป็น ช่องทางอื่น ๆ ที่เป็นไปได้คือ การเอาผิดทางอาญา หรือ “เอา กกต. ติดคุก” ให้ยื่นไปที่ศาลอาญา แต่ไม่อาจเพิกถอนการเลือกตั้งทั้งหมดได้ รายเขตอาจพอได้ และวิธีลงโทษต้องเป็นรายกรณีไป ไม่ใช่ล้มทั้งหมด “ต่อให้คุณเอา กกต. ติดคุก ไม่ได้แปลว่าจะร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ มันคนละอัน จุดมุ่งหมายทางกฎหมาย 2 อันนี้ใช้ไม่เหมือนกัน”

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ผู้ร่วมกิจกรรมลงประชามติจำลองเพื่อถอดถอน 7 กกต. ที่สกายวอล์คแยกปทุมวัน เมื่อ 15 ก.พ. ระบายความรู้สึกที่มีต่อ กกต. และการจัดการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

ขณะที่ รศ.ธีระ ระบุว่า มูลเหตุของคดีบางเรื่องมันอาจจะขึ้นไปยังศาลหลายศาลได้ตามชนิดของคดี ทีนี้พอขึ้นไปพร้อมกัน 3 ศาล ถ้าแต่ละศาลตัดสินไม่เหมือนกันจะเป็นอย่างไร ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ แต่เท่าที่พบเห็นเสมอคืออยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ และออกคำสั่งที่มีผลเป็นการล้มการเลือกตั้งทั่วไป ก็คือล้มไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าศาลอาญาบอกว่าไม่เห็นจะเป็นอย่างนั้นเลย น่าจะลับดีอยู่ จึงไม่พิพากษาลงโทษทางอาญา มันก็เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอาญา

“สรุปว่าการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าล้มก็คือล้ม แต่ผู้จัดการเลือกตั้งที่บอกว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือไม่ ศาลอาญาบอกว่าไม่ ก็ไม่ต้องติดคุก เรื่องนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดนะ มันเคยเกิดในคดีคุณนพดล (นพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช) กรณีลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาปี 2551 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 190 หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่พอไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง บอกว่าไม่ได้มีเจตนา ไม่ผิด ยกฟ้องคดีมาตรา 157 แบบนี้ก็มีมาแล้ว” รศ.ธีระ กล่าว

นักกฎหมายรายนี้คาดการณ์ว่า การตัดสินคดีรับผิดทางละเมิดและคดีอาญาต้องใช้เวลา แต่ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองน่าจะใช้เวลาไม่นาน อาจรู้ผลภายใน 2 เดือนนี้ ในระหว่างนี้หาก กกต. เดินหน้าประกาศรับรองผลเลือกตั้งไป แต่ศาลรับคดีไว้พิจารณา แล้วมีคำวินิจฉัยหลังจากนั้น ก็จะมีคำสั่งให้เพิกถอนย้อนหลัง

รัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. กำหนดให้ กกต. ประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจํานวนไม่น้อยกว่า 95% ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่ง กกต. ต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง

รศ.ธีระ อธิบายว่า บทบัญญัตินี้ไม่ใช่ “แบบบังคับ” ที่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย หากไม่ทำ จะทำให้ใช้อำนาจต่อไปไม่ได้เลย แต่เป็น “แบบเร่งรัด” หากมีเหตุไม่ว่า กกต. เห็นเองว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม หรือศาลสั่งระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ก็ไปรับรองผลเลยจาก 60 วันได้ ดังนั้นคำร้องที่อยู่ในศาลจะไม่ก่อให้เกิดเดตล็อกทางการเมือง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ในระหว่างการเปิดหีบขึ้นมานับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ของเขตเลือกตั้งที่ 7 จ.ปทุมธานี เมื่อ 19 ก.พ. ตามมติ กกต. เจ้าหน้าที่บางคนได้จับบัตรในลักษณะที่นิ้วปิดบังบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ

อย่างไรก็ตาม เพดานการเคลื่อนไหวของพลพรรคสีส้มกรณีบาร์โค้ดติดบัตรเลือกตั้ง สส. ยังไม่ไปไกลถึงขั้นยื่นคำร้องให้ล้มการเลือกตั้ง ทั้งนี้ พรรคประชาชนอยู่ระหว่างเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อดำเนินคดีกับ กกต. และเลขาธิการ กกต. ในคดี ม.157 และยังมีผู้สมัคร สส.ประชาชนบางคน ร้องเอาผิด กกต. กรณีฝ่าฝืน พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งอาจทำให้ กกต. มีความรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางปกครอง และทางอาญา

ว่าที่ สส.ธีระ ผู้เป็นที่ปรึกษาพรรคประชาชนด้านกฎหมาย บอกว่า ทางพรรคถือว่าเป็นผู้เล่น การออกหน้ามีความไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องสาธารณะ ปล่อยให้ผู้ไม่มีส่วนได้เสีย ให้ประชาชนและภาคประชาชนดำเนินการไป ถ้าดูพรรคอื่น ๆ ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย ก็ยังไม่มีใครออกมาเคลื่อนไหว ดังนั้นพรรคประชาชนจะไม่อยู่ในแถวหน้าของการเสนอเรื่องนี้

Latest Update