CIMB THAI ปรับ GDP ปีนี้โต 2.1% ชี้ความเร็วและประสิทธิภาพขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลใหม่ กำหนดจังหวะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB THAI) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเริ่มฟื้นตัวครึ่งหลัง หวังรัฐบาลใหม่ เร่งเบิกจ่าย ออกมาตรการช่วยครัวเรือน SME ปรับโครงสร้างฟื้นเชื่อมั่นลงทุน ดึง FDI เชื่อ GDP จะโต 3% ได้ถ้าลดทุจริต เร่งเจรจาการค้า ผ่อนคลายกฎระเบียบ ส่งเสริมการจ้างงาน

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จัดแถลงข่าว เศรษฐกิจไทย ภายใต้รัฐบาลใหม่ โดย ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และ ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เมื่อรัฐบาลใหม่สามารถฟอร์มทีมบริหารและเดินหน้านโยบายได้เต็มที่ในช่วงครึ่งปีหลัง และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ แม้งบประมาณปี 2570 อาจมีความล่าช้าเล็กน้อยในช่วงเปลี่ยนผ่านก็ตาม

หลังสภาพัฒน์รายงานการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2568 ที่ 2.4% CIMB THAI ได้ปรับมุมมองการคาดการณ์ GDP ปี 2569 ที่ 2.1% จากเดิมที่ 1.6% โดยมองว่าเศรษฐกิจช่วงครึ่งแรกของปี มีแนวโน้มเติบโตในระดับจำกัด จากการขาดมาตรการกระตุ้นทางการคลัง และภาคการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังอยู่ในโหมด “รอดูสถานการณ์” ท่ามกลางความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ช่วงครึ่งปีหลัง จะฟื้นตัวได้มากเพียงใดขึ้นอยู่กับความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลใหม่ เป็นตัวกำหนดจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

“เราได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้จาก 1.6% เป็น 2.1% ปีนี้มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะโตเหนือกว่า 2% สาเหตุสําคัญก็มาจากไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่ขยายตัวได้ดีมาก และเป็นแรงส่งต่อเนื่องสําหรับปีนี้ ซึ่งจะเห็นปีนี้เติบโตได้” ดร.อมรเทพกล่าว

แม้ตัวเลขทั้งปีจะอยู่ที่ 2.1% แต่หากพิจารณาในรายไตรมาสเมื่อเทียบกับปีก่อน อัตราการเติบโตเฉลี่ยยังอยู่เพียงระดับเฉียด 2% เท่านั้น เพราะครึ่งแรกของปีแทบจะไม่ขยายตัวเลย เทียบไตรมาสต่อไตรมาสปีนี้โตต่ํามาก

สาเหตุสำคัญมาจากความเชื่อมั่นที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและการลงทุนต่าง ๆ ยังไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มกำลัง ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในภาวะชะงักงัน อย่างไรก็ตามคาดว่าแรงขับเคลื่อนหลักจะเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 โดยมีโอกาสที่การเติบโตแบบไตรมาสต่อไตรมาสจะเร่งขึ้นสู่ระดับประมาณ 0.5% ซึ่งจะสะท้อนถึงการฟื้นตัวของการลงทุน การจ้างงาน และการเบิกจ่ายภาครัฐที่กลับมาเดินหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ โดยเฉพาะการใช้จ่ายผ่านงบประมาณประจำปี ซึ่งประเมินว่าจะไม่เกิดความล่าช้ามากนัก จะเป็นอีกแรงส่งสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

ดร.อมรเทพกล่าวว่า แม้ปีนี้จะมีการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นมาเหนือ 2% แต่ในระยะถัดไปประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะกลับไปขยายตัวเฉลี่ยเพียงราว 2.5% ต่อปีเท่านั้น ภายใต้โครงสร้างและปัจจัยพื้นฐานในปัจจุบัน

การผลักดัน GDP ให้เติบโตแตะระดับ 3% อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ทั้งการยกระดับธรรมาภิบาลลดการทุจริต เร่งเจรจาการค้าและภาษีศุลกากรเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ ส่งเสริมการจ้างงานและรายได้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน

“หากต้องการเห็นอัตราการเติบโตทะลุระดับ 3% อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีแรงส่งใหม่ที่มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง การปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการทำธุรกิจ รวมถึงการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนที่มี “ตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจ” (multiplier effect) สูง และสามารถเชื่อมโยงประโยชน์ไปสู่ผู้ประกอบการ SME ในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

การปฏิรูปเชิงโครงสร้างในระยะยาวจึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย หากสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องและจริงจัง ก็มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตเกิน 3% ได้อีกครั้งภายในช่วง 3–4 ปีข้างหน้า

“เราอยากเห็นมาตรการลดค่าครองชีพ สนับสนุนการจ้างงาน ผ่อนคลายกฎระเบียบช่วยผู้ประกอบการ SME  สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเจาะจง จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อภาคครัวเรือน รวมถึงการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จะช่วยเสริมบรรยากาศการลงทุน สร้างตัวคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) ที่สูงขึ้น และกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในระยะถัดไป ขณะเดียวกัน การเร่งย้ายฐานการลงทุนจากต่างประเทศ และดึงดูด FDI เข้ามาจะเป็นแรงหนุนต่อการลงทุนในเครื่องจักรและการเพิ่มศักยภาพการผลิต”

ในประเด็นเรื่องการจ้างงาน ดร.อมรเทพกล่าวว่า สำนักวิจัยซีไอเอ็มบี ไทย ถือว่าเป็นหนึ่งในสถาบันแรก ๆ ที่เสนอแนวคิดให้ภาครัฐสนับสนุน “การจ้างงานและการเพิ่มทักษะแรงงาน” มากกว่าการใช้มาตรการแจกเงินโดยตรงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เหตุผลสำคัญคือ ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาอัตราการว่างงานสูง ปัจจุบันอัตราว่างงานอยู่เพียงประมาณ 1% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก

แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ “การทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ” (underemployment) โดยเฉพาะในภาคเกษตรและกลุ่มแรงงานนอกระบบ (Informal Sector) ซึ่งมีจำนวนชั่วโมงทำงานน้อย รายได้ต่อชั่วโมงต่ำ ดังนั้น “สิ่งที่เราสนับสนุนไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนตำแหน่งงาน แต่คือการยกระดับคุณภาพการจ้างงานและเพิ่มทักษะให้กับแรงงานกลุ่มดังกล่าว หากสามารถทำให้แรงงานนอกระบบมีงานที่มีคุณภาพมากขึ้น มีรายได้ต่อชั่วโมงสูงขึ้น และมีทักษะที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ เชื่อว่าจะสร้างการเติบโตในระยะยาวได้มากขึ้น”

สำหรับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพหรือการอัดฉีดเงินในบางช่วงเวลา สามารถทำได้ในภาวะจำเป็น แต่ไม่ควรเป็นลักษณะ ทั่วถึงโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ควรออกแบบให้เชื่อมโยงกับการจ้างงาน การฝึกทักษะ เพราะทำให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ในประเด็นเรื่องภาษีสหรัฐ ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจัดเก็บ “ภาษีศุลกากรทั่วโลก” (global tariff) อัตราใหม่ 15% ซึ่งมีกรอบเวลาบังคับใช้ 150 วัน หลังจากศาลสูงสหรัฐมีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าแบบ “ตอบโต้ในอัตราที่เท่ากัน” (reciprocal) ในวงกว้าง ดร.อมรเทพกล่าวว่า การปรับอัตราภาษีขึ้นเป็น 15% แม้จะเป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน ก็ตาม ได้สร้างความไม่แน่นอนในระยะสั้นที่มีโอกาสกลายเป็นความไม่แน่นอนระยะยาว ขึ้นอยู่กับกฎหมายที่นำมาเป็นฐานอำนาจในการจัดเก็บภาษี

สหรัฐอาจกลับไปใช้มาตรา 301 ซึ่งเปิดช่องให้กำหนดอัตราภาษีแตกต่างกันในแต่ละประเทศ และอาจส่งผลให้ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น หรือเจอภาษีในรูปแบบที่แตกต่างจากประเทศอื่น ผลกระทบระยะสั้นจึงมีทั้งโอกาสและความท้าทาย ความท้าทายคือภาคเอกชนทั่วโลกอาจชะลอการลงทุนในลักษณะ “wait and see” ซึ่งอาจทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ถูกคาดหวังให้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย ฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่ประเมิน

ด้านการส่งออก ประเมินว่าทั้งปีมีความเสี่ยงที่จะติดลบ เนื่องจากปีก่อนมีการเร่งนำเข้า (front-load) จากสหรัฐอย่างมาก เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงภาษีในอนาคต ทำให้ฐานสูงผิดปกติ แม้ไตรมาส 1 อาจยังไม่เห็นตัวเลขติดลบชัดเจน แต่ในช่วงไตรมาส 2–4 มีโอกาสที่การส่งออกจะพลิกกลับมาอ่อนแรง ซึ่งก็จะเกิดความไม่แน่นอน และทําให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถเร่งแรงขึ้นได้

ดร.อเมรเทพกล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือ ความสามารถในการแข่งขัน อัตราภาษีที่ไทยได้รับ 19% อาจยังได้เปรียบเมื่อเทียบกับบางประเทศ เช่น จีนหรือเวียดนามที่ถูกเก็บภาษีสูงกว่า ทำให้ไทยสามารถช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดบางสินค้าได้ แต่หากอัตราภาษีปรับลงมาใกล้เคียงกัน ความได้เปรียบเชิงภาษีก็หายไป สินค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกันก็จะเผชิญการแข่งขันโดยตรงมากขึ้น

ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องทำไม่ใช่เพียงติดตามอัตราภาษี แต่ต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถของสินค้า เพิ่มนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่ม ทำให้สินค้าไทยเป็นสิ่งที่ตลาดสหรัฐต้องการ ซึ่งจะเป็นโอกาสสําคัญทําให้เร่งสินค้าส่งออกสินค้า และเกิดการลงทุนได้ต่อเนื่อง

ในเชิงนโยบาย มี 3 แนวทางสำคัญที่ควรเดินหน้าต่อ คือ

1)เร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐอย่างต่อเนื่อง แม้ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ แต่หากทีมเจรจายังคงเป็นชุดเดิม การพูดคุยเชิงเทคนิคยังสามารถดำเนินต่อได้ ส่วนการลงนามอย่างเป็นทางการอาจต้องรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ช่วงปลายไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3

2)กระจายความเสี่ยงด้วยการเปิดตลาดใหม่ เร่งทำ FTA กับสหภาพยุโรป อินเดีย และประเทศในภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐ และ

3)เร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI ชิป และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อยกระดับโครงสร้างการส่งออกให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น แล้วทําให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ดีกว่า

“จับตาวิกฤตภาษีสหรัฐฯ ปี 2569 เพราะเป็นความไม่แน่นอนใหม่ กระทบส่งออก-ลงทุน-ค่าเงิน แม้ล่าสุดคำวินิจฉัยศาลฎีกาจะทำให้สินค้าไทย เช่น ยานยนต์ ยาง และอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม 19% แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ จะใช้มาตรา Section 122 เป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน และผลักดันให้กลายเป็นกฎหมายถาวร หากเกิดขึ้นจริง อาจเปลี่ยนโฉมระบบการค้าโลกและสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย ประเมินผลกระทบหลัก 3 ด้าน 1) ส่งออกชะลอ จากความเสี่ยงภาษี 2) FDI ชะลอตัว จากภาวะ “Wait and See” ของนักลงทุน 3) ค่าเงินบาทแข็งค่า หากดอลลาร์อ่อน กดดันกำไรผู้ส่งออก ขณะเดียวกัน มาตรการภาษีต่อจีน (Section 301) อาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ไทยและอาเซียน เพิ่มการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง ไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก เสริมมาตรการป้องกันการทุ่มตลาด และดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เพื่อลดผลกระทบและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว” ดร.อมรเทพ กล่าว

    ด้านดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าจะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ และคงที่ 1.25% เพื่อรักษาพื้นที่เชิงนโยบาย ผลของการลดดอกเบี้ยใช้เวลา 6–12 เดือน ถึงเวลานั้น เศรษฐกิจอาจฟื้นตัวตามความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นแล้ว

    ดร.อมรเทพกล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบนี้ มีแนวโน้มสูงที่จะ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25%

    แม้เงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจยังขยายตัวไม่สูงนัก แต่ผลของการปรับลดดอกเบี้ยจะส่งผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจด้วยระยะเวลา 6–12 เดือน ดังนั้น หากมองไปยังช่วงปลายปี สำนักวิจัยซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อเองก็มีสัญญาณทยอยกลับมา การเร่งลดดอกเบี้ยในจังหวะนี้จึงอาจไม่จำเป็นนัก

    ดร.อมรเทพกล่าวว่า การลดดอกเบี้ยเป็นมาตรการเชิงกว้าง ขณะที่โจทย์ปัจจุบันของไทยอาจต้องการมาตรการที่เจาะจงมากกว่า เช่น การดูแลกลุ่มลูกหนี้เปราะบาง การปรับโครงสร้างหนี้เฉพาะกลุ่ม หรือการช่วยเหลือผู้ที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก การลดดอกเบี้ยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้อาจยังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสม หากสถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต ก็ยังมีพื้นที่เชิงนโยบายให้พิจารณาได้

    ประเด็นสำคัญคือ อัตราดอกเบี้ยของไทยที่ 1.25% ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค หากลดลงไปอีก อาจกระทบ “ขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย” (policy space) ในระยะถัดไป

    ส่วนค่าเงินบาท คาดค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ 32.8 บาท/ดอลลาร์ สิ้นปี 2569 หากค่าเงินบาทแข็งค่ามีความเสี่ยงกระทบความสามารถแข่งขันของภาคส่งออก–ท่องเที่ยว ควรติดตามกระแสเงินทุนอย่างใกล้ชิด

    ดร.อมรเทพกล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงนี้เป็นผลโดยตรงจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังตลาดตีความว่านโยบายภาษีของสหรัฐเพิ่มความไม่แน่นอน นักลงทุนจึงลดการถือครองดอลลาร์และหันเข้าสู่สกุลเงินเอเชีย ทำให้เงินบาทแข็งค่าเร็ว

    การแข็งค่าครั้งนี้อาจเป็นเพียงปรากฏการณ์ระยะสั้น เพราะปัจจัยพื้นฐานยังเอื้อให้ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าได้ โดยเฉพาะเมื่อธนาคารกลางสหรัฐเข้าใกล้จุดสิ้นสุดของวัฏจักรลดดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ประมาณ 3.75% และมีโอกาสลดได้อีกจำกัด อาจเพียง 1–2 ครั้ง หากลดลงสู่ระดับราว 3.25% ก็ถือว่าใกล้จบรอบ

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐยังขยายตัวได้ดี ตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง และเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ต้องจับตา ดังนั้นการลดดอกเบี้ยแรง ๆ มีโอกาสต่ำ เมื่อดอกเบี้ยสหรัฐทรงตัวหรือจบรอบการลด เงินทุนมีแนวโน้มกลับไปถือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์มากขึ้น ซึ่งจะหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่ากลับ และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าบางส่วน

    ในปีที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าค่อนข้างมาก เมื่อเทียบภูมิภาคถือว่าแข็งแรงเป็นอันดับต้น ๆ รองจากริงกิตมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างคือมาเลเซียมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ การส่งออก และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

    สำหรับไทย เงินทุนที่ไหลเข้าบางส่วนมีลักษณะเป็น “ทุนร้อน” มากกว่าการลงทุนระยะยาว เช่น การเก็งกำไรในทองคำหรือสินทรัพย์ระยะสั้น มากกว่าการไหลเข้าสู่ตลาดทุนในเชิงพื้นฐาน หากหน่วยงานเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย เข้ามาดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ก็จะช่วยรักษาสมดุลระหว่างเงินไหลเข้า–ไหลออก ทำให้เงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับภูมิภาคมากขึ้น รวมทั้งเห็นบาทอ่อนค่ามากกว่านี้ได้เช่นกัน

    ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย

    ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมีโอกาสเร่งตัวขึ้นได้ในครึ่งหลังของปีนี้หลังมีรัฐบาลใหม่ ด้วยมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการค้า รวมถึงช่วยเหลือกลุ่ม SME ผ่านแผน “10 พลัส” การปรับโครงสร้างภาษีและมาตรการเพิ่มรายได้ภาษีอาจทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนไม่เติบโตแบบก้าวกระโดดแต่จะช่วยลดการขาดดุลทางการคลัง ส่วนการปรับใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนหากมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน อาจมีส่วนช่วยให้มีการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในปีนี้และปีหน้า ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การควบคุมคุณภาพการก่อสร้าง และการบังคับใช้กฎหมาย ยังคงมีความสำคัญที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

    ภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งทางการค้าและการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ไทยอาจสามารถเป็นแหล่งผลิตและผู้ส่งออกทดแทนประเทศคู่ขัดแย้ง แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และยุโรปก็อาจทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยเผชิญความท้าทายอยู่บ้าง

    แม้นักลงทุนในตลาดทุนดูเหมือนจะตอบรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ในทิศทางบวก แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางอยู่ อาทิ หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 80% มาโดยตลอด แม้ในช่วง 2 ปีนี้จะปรับลดลงซึ่งเป็นผลจากการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจมีความยั่งยืน ไม่เน้นการสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็นและพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามนโยบายของธปท. ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะมีสัดส่วนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ (ณ ธันวาคม 2558 อยู่ที่66.09%) หากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงต่ำ สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะยังคงสูงขึ้นและอาจแตะเพดานหนี้ได้ในปี 2570

    “ขณะที่หนี้ภาคเอกชน สูงขึ้นจากช่วงก่อนมีการระบาดโควิดถึง 2.2 ล้านล้านบาท แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อธุรกิจอาจไม่เติบโตมากนัก แต่เอกชนมีการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้แทน โดยมูลค่าตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 33% ในระยะเวลา 6 ปี ทำให้สัดส่วนหนี้เอกชนต่อ GDP อยู่ในระดับที่สูงกว่า 70% แต่เนื่องจากไทยยังมีสภาพคล่องในตลาดเงินอยู่จึงทำให้ความต้องการซื้อหุ้นกู้สูงส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ การตัดสินใจถือครองหุ้นกู้จึงต้องระมัดระวังและพิจารณาความเหมาะสมของอัตราดอกเบี้ยหรืออัตราผลตอบแทนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงด้วย” ดร.นงนุชกล่าว

Latest Update